วันนี้เพ็ป unlock skill ใหม่ คือขี่จักรยาน 2 ล้อ เลยอยากเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้ไว้เตือนตัวเองและเผื่อเป็นประโยชน์
เพราะไม่ใช่แค่ปลดล็อกทักษะใหม่ของเพ็ป แต่ก็ถือว่าเป็นการปลดล็อกทักษะใหม่ของเรา (ผมและภรรยา) ด้วย คือการสอนเด็กอายุ 4 ขวบขี่จักรยาน
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่สอน
ใช้เวลาปูพื้นฐาน (แบบแยกส่วน)
เราให้เพ็ปใช้จักรยานขาไถตั้งแต่ประมาณก่อน 2 ขวบ ถ้าใครนึกไม่ออกคือจักรยาน 2 ล้อที่ไม่มีที่ปั่น ใช้ขาช่วยวิ่งแล้วพอมันเร็วระดับนึง ก็สามารถยกขาแล้ว balance ตัวเองได้ ซึ่งเพ็ปใช้เวลาไม่นานในการเล่น แล้วก็ใช้เป็นของเล่นช่วงเย็นในเกือบทุกวันที่มีโอกาส ไถไปรอบๆซอยที่บ้าน แพรเคยพาไป advance track ที่สวนรถไฟ ซิ่งเกิน ล้มหน้าเป็นแผลนิดหน่อย แต่ก็ยังสนุกกับการเล่นอยู่
จนสัก 3 ขวบนิดๆ เคยให้เพ็ปลองขี่ 2 ล้อ แค่เพ็ปไม่ยอมถีบ จริงๆการเริ่มให้เด็กหัดจากขาไถ เพราะเราไปอ่านเจอว่าถ้า balance ตัวเองได้แล้วจะข้ามไปขี่จักรยาน 2 ล้อได้เลย แต่ปัญหาคือเพ็ปไม่ยอมถีบ ไม่แน่ใจว่าเพราะยังไม่รู้วิธีหรือไม่มีแรง แพรเลยซื้อจักรยานแบบมีล้อเสริม 4 ล้อให้ ซึ่งหลายคนอาจจะบอกว่าไม่ควร เพราะจะต้องกลับไปหัดทักษะ balance ใหม่ แต่เราก็คิดว่าต้องปูพื้นฐานการถีบให้เพ็ปด้วย ซึ่งก็กลายเป็นจักรยานคันใหม่ที่เพ็ปชอบถีบแทนขาไถคันแรก แต่ก็ยังชอบขาไถเพราะเบากว่าเยอะมาก จนวันที่ขาไถคันแรกมันเริ่มเตี้ยเกินไป
สัก 3 ขวบ 8-9 เดือน เราเลยซื้อจักรยานขาไถแบบที่เปลี่ยนไปใส่ขาถีบได้ ด้วยความที่ไม่รู้ว่าเพ็ปจะชอบไหมเลยซื้อยี่ห้อที่ไม่ได้แพงมา แลกมาด้วยความหนักของจักรยาน ซึ่งเพ็ปไม่ค่อยชิน แต่ก็บอกให้เพ็ปใช้เป็นขาไถแทนคันเก่าที่เตี้ยเกินไปแล้วไปก่อน ให้ชินกับการใช้คันนี้ ด้วยความหนัก เพ็ปจะไปใช้คันอื่นก่อนเสมอ เลยต้องมีล่อลวงบ้าง ฮา ความตั้งใจคือถ้าชินกับการ balance คันนี้แล้ว น่าจะเปลี่ยนเป็นขาถีบแล้วถีบได้เลย
พอใกล้ๆ 4 ขวบ เลยลองเอาขาถีบมาติด แล้วให้ลองถีบโดยผมเอาผ้าเช็ดตัวพันรั้งไว้ด้วย ซึ่งแทบจะปล่อยผ้าเช็ดตัวได้เลย รู้สึกว่าเพ็ปขี่จักรยาน 2 ล้อได้แล้ว ทั้งทรงตัวและปั่น แต่ไม่ยอมทำเองโดยไม่มีผ้าเช็ดตัว ถามเพ็ปว่าทำไม เพ็ปบอกว่า
“กลัวล้ม“
Skill ได้แล้ว แต่ขาด mentality และ trust ระหว่างคนสอนกับคนเรียน
เลยไม่ได้ฝืนอะไรมาก ชวนปั่นต่อแล้วถ้าไม่อยากก็ไม่ฝืน เอาขาถีบออกเปลี่ยนเป็นขาไถแล้วชวนไปเล่นอย่างอื่น
อีก 2 อาทิตย์มีจังหวะชวนไปสวนรถไฟ ก็ให้ใช้ขาไถไปก่อนจนถึงเมืองจำลอง ตอนแรกให้ไปเล่นอย่างอื่นก่อน แล้วก็ค่อยๆชวนคุยว่า เพ็ปทรงตัวได้แล้วใช่ไหม เพ็ปปั่นเป็นแล้วใช่ไหม ก็ตอบว่าใช่หมด
ตอนคุยเพ็ปก็ปีนของเล่นอยู่แบบไม่กลัวตก เลยเริ่มบอกเพ็ปว่า
“เพ็ปทำได้แล้วไม่ล้มหรอกยังไงเดี๋ยวป่าป๊าช่วยประคองไปด้วย“
เพ็ปยังบอกว่าไม่เชื่อและกลัวล้ม แต่แล้วก็พูดขึ้นมาว่า
“ถ้าเพ็ปบอกว่าเพ็ปปีนแล้วเพ็ปไม่ตกป่าป๊าจะเชื่อไหม“
ผมหยุดคิดแว่บนึง และตอบไปว่า
“เชื่อสิ“
เพ็ปเหยียบพลาดแต่มือยังเกาะอยู่ หันกลับมามองผม แล้วพยักหน้า
“ok”
ผมเลยค่อยเริ่มเอาขาถีบมาใส่ แล้วพาไปถีบที่เมืองจำลอง บอกเพ็ปว่า “เอาขาไถไปก่อน แล้วปั่นต่อได้เลย”
ครั้งแรกเอาผ้าเช็ดตัวพันแต่แทบไม่ต้องรั้งเลย เลยบอกว่า “เดี๋ยวเอาผ้าเช็ดตัวออกแล้วนะ แต่เดี๋ยวแตะหลังไป”
เพ็ปไถ แล้วปั่น ผมแตะหลังแล้วบอกว่า “ปล่อยแล้วนะ“
นั่นก็เป็นครั้งแรกของเพ็ปที่ขี่จักรยาน 2 ล้อได้ และเป็นครั้งแรกของผมและแพรที่สอนคนขี่จักรยานสำเร็จ
ใช้เวลารวม 2 ปีครึ่ง เพื่อ 10 วินาทีนั้น
จริงๆก็ไม่ต่างจากการสอนใครสักคนให้เป็นอะไรสักอย่าง สิ่งที่ได้เรียนรู้มีแค่ 3 ข้อ
1. เสริมสร้างทักษะที่จำเป็น — ถ้าไม่มีพื้นฐานเลย ต้องใช้เวลาปูทีละส่วน ไม่มีทางลัด
2. สร้างความมั่นใจ — ทำซ้ำให้ชิน ฝึกจนเห็นพัฒนาการของตัวเอง ความมั่นใจไม่ได้มาจากคนสอนบอก แต่มาจากที่คนเรียนรู้สึกเองว่า “ทำได้”
3. Trust ระหว่างคนสอนกับคนเรียน — ถ้าไม่มีอันนี้ อีก 2 ข้อก็ไปไม่ถึงไหน วันที่เพ็ปถามว่า “ถ้าเพ็ปเชื่อป่าป๊า ป่าป๊าจะเชื่อเพ็ปไหม” มันไม่ใช่แค่คำถามของเด็ก 4 ขวบ มันคือเงื่อนไขของการเรียนรู้ทุกอย่างในชีวิต
การทำงานก็เหมือนกันครับ trust ไม่ได้มาจากตำแหน่งหรือประสบการณ์ แต่มาจากการที่คนสอนเชื่อในคนเรียน และคนเรียนกล้าเชื่อในคนสอน ถ้ามีอันนี้ ทุกอย่างที่เหลือเป็นแค่เรื่องของเวลา
วันนี้เพ็ปปลดล็อกการขี่จักรยาน ผมปลดล็อกการปล่อยมือ